รีวิวซีรีส์จีน Ever Night สยบฟ้าพิชิตปฐพี เหล่าผู้วิเศษและผู้มีวรยุทธ์

 Ever Night

รีวิว Ever Night – สยบฟ้าพิชิตปฐพี  เป็นบทประพันธ์ของ Mao Ni (เมานี่) หนึ่งใน นักเขียนนิยายจีนออนไลน์ แถวหน้าในขณะนี้ และเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ 2 ของเมานี่ที่ถูกทำเป็นซีรี่ส์ เรื่องแรกคือ “Fighting of the Destiny” ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อของเขาออกฉายในปี 2017 ส่วนสยบฟ้าพิชิตปฐพีนั้นเป็นเรื่องต่อมาที่ออกฉายในปี 2018 รีวิว Ever Night

เรื่องย่อ

โลกที่กำลังจะโดน “ราตรีนิรันดร์” เข้ากลืนกิน เหล่าผู้วิเศษและผู้มีวรยุทธ์ระดับสูงต่างพากันหาวิธีหยุดหายนะในครั้งนี้ เพียงแต่ภัยร้ายระดับทำลายโลกก็ไม่อาจเป็นปัญหาในสายตาของทหารชายแดนและสาวใช้ส่วนตัวผู้หาเช้ากินคํ่าที่เฝ้าฝันเพียงเรื่อง หาเงิน, ฝึกตน, ล้างแค้น แล้วใช้ชีวิตสุขสบาย แต่พวกเขาคงไม่คิดว่าภารกิจหนึ่งที่แลดูจะเป็นปกติจะกลับพาให้พวกเขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่ใหญ่ขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

 

เป็นซีรีส์ที่ออนไลน์ทาง WeTV เมื่อราวๆ กลางๆ ปีที่แล้วครับ แต่ผมเองเพิ่งจะได้มาไล่ดูทีเดียวรวด 60 ตอน เนื่องเพราะช่วงนี้ทาง WeTV โปรโมทภาค 2 ของเรื่องนี้หนักมาก อีกทั้งผมเพิ่งดู “หาญท้าชะตาฟ้าฯ” ผลงานซีรีส์จากปลายปากกานักเขียนคนเดียวกันจบไป (และชอบจัดๆ)

จึงมีความสนใจที่จะลองย้อนกลับไปดูเรื่องนี้ในภาคแรกเสียก่อนมาไล่ตามดูภาค 2 ครับ เพราะจำได้ว่าช่วงเรื่องนี้ฉายอยู่ก็มีกระแสพอสมควรเลยทีเดียว และในภาพรวมหลังจากดูจบครบ 60 ตอนก็คงพูดได้เต็มปากว่าเป็นซีรีส์กำลังภายในยุคใหม่ที่น่าจับตามองใช้ได้เลยทีเดียว

สร้างจากผลงานนิยายชื่อเดียวกันของ “มาวนี่” ซึ่งเขียนขึ้นหลังจากที่เขาเขียน “หาญท้าชะตาฟ้า ปริศนายุทธจักร” จบไป เรียกง่ายๆ ว่าแม้นิยายจะมาทีหลังแต่ถูกนำมาทำเป็นซีรีส์ก่อน ก็จัดว่าการันตีคุณภาพของชิ้นงานนี้ได้ในระดับหนึ่งครับ

ถึงอย่างนั้นผมก็อยากบอกไว้ก่อนว่าหากนำซีรีส์ทั้ง 2 เรื่องนี้มาดูหนังออนไลน์เทียบกันทั้งในฐานะซีรีส์จากผู้เขียนเดียวกันหรือซีรีส์ซึ่งฉายไล่เลี่ยกัน แม้อาจจะเปรียบไม่ได้ทุกมุมเนื่องจากทั้ง 2 เรื่องมีแนวทางการนำเสนอเรื่องคนละแบบกัน

เนื้อเรื่อง

“หนิงเชวีย” (พระเอกของเรา) เป็นเด็กกำพร้าผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากจวนแม่ทัพ “หลินกวงหย่วน” ที่ถูกยัดข้อหากบฏให้ถูกประหารทั้งตระกูล(แต่เหตุผลจริงๆ คือจวนแม่ทัพถูกทำนายว่าจะมีบุตรแห่ง “หมิงหวัง” หรือ “ดาวมรณะ” มาเกิดที่จวนนี้)

จากภาพที่โหดร้ายที่เขาได้เห็นในวัยเด็กนั้น ทำให้หนิงเชวียตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องแก้แค้นคนที่เป็นต้นเหตุการฆ่าล้างจวนนี้ให้ได้ และเขาก็ใช้ชีวิตบนแนวคิดนี้นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ระหว่างทางที่หนีตายออกจากเมืองหลวงแคว้นถังนั่นเอง หนิงเชวียได้พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งร้องจากกองซากศพที่ดูก็รู้ว่าถูกฆ่าล้างครอบครัว พร้อมร่มดำปริศนาคันหนึ่ง(มารู้ที่หลังว่าเป็นอาวุธระดับเทพ) เด็กน้อยคนนี้ชื่อ “ซังซัง” หนิงเชวียเก็บซังซังมาด้วยเพราะเห็นว่ามีชะตากรรมเหมือนกับตัวเองเลย

ทั้ง 2 โตมาได้ยังไงไม่รู้แต่ตอนที่หนิงเชวียอายุได้ 10ปีปลายๆ เขาก็ได้เข้าร่วมกับกองทหารเพื่อหาเงิน และพาซังซังเข้าไปด้วยในฐานะสาวใช้ประจำตัว

ซังซัง แม้จะเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุแค่ 10ปีต้นๆ แต่เธอทำงานรับใช้หนิงเชวียทุกอย่างโดยไม่มีขาด แต่เหมือนจะมีสิ่งที่คนอื่นไม่เคยสังเกตุเห็นคือซังซังกินเหล้าเก่งมาก กินเท่าไหร่ก็ไม่เมา และมีแรงทำงานได้อย่างเหลือเฟือไม่ว่างานจะหนักแค่ไหนก็ตามเธอก็เต็มใจทำ ซึ่งทั้งคู่ก็อยู่กันอย่าง นาย-บ่าว ที่สนิทชิดเชื่อกันสุดๆ

ถึงอย่างนั้นหนิงเชวียก็ยังไม่เคยลืมความแค้นของเขาลงเลยสักนิดคอยฝึกฝนตนเองอยู่ตลอดเวลาจนจัดได้ว่าเป็นทหารที่เก่งกล้าคนหนึ่ง แต่ในโลกของ “เฮ่าเทียน” (ชื่อเทพเจ้าที่คนในยุคนั้นนับถือ) นั่นคนถูกแบงออกเป็น “คนธรรมดา” และ “ผู้ฝึกตน” ไม่ว่าคนธรรมดาจะเก่งสักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถสู้ผู้ฝึกตนได้

หนิงเชวียพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ฝึกตนให้ได้ แต่บรรดาปรมาจารย์ทุกคนต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า หนิงเชวีย ไม่มีพลังธรรมชาติในร่างกายเลย ทำให้เขาขาดคุณสมบัติในการฝึกตน เขาไม่สามารถฝึกตนได้อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นหนิงเชวียก็ยังไม่ถอดใจ เขายังพยายามทำทุกอย่างให้เขาเก่งขึ้นให้ได้

จนวันหนึ่งหลังจากที่เขาบาดเจ็บปางตาย เขาก็ได้กินยาวิเศษเข้าไปและยาตัวนั้นก็สามารถทะลวงจุดชีพจรในตัวของเขาจนเขาสามารถใช้พลังธรรมชาติ และกลายเป็นผู้ฝึกตนได้ในที่สุด แต่ผู้ฝึกตนนั้นมีหลายระดับ และเป้าหมายในการแก้แค้นของเขาก็เป็นผู้ฝึกตนระดับสูงมากเสียด้วย

ดังนั้นหนิงเชวียยังต้องผ่านบททดสอบอีกมากมาย พบปะกับผู้คนที่หลากหลาย ผ่านความวุ่นวายสับสน สุขเศร้าเหงารักกว่า 60 ตอนเพื่อให้ได้พบเจอเรื่องราวหักมุมแบบสุดบรรยายในตอนท้าย

การดำเนินเรื่อง

อย่างที่เกริ่นไว้ครับว่า สยบฟ้าฯนั้นมีเรื่องราว เหตุการณ์ และศัพท์มากมายที่อาจจะทำให้คนดูตามไม่ทัน ผมเลยขอหยิบเว็บดูหนังมารวมกันไว้ตรงนี้เพื่อให้ดูกันได้สมูทขึ้นครับ

พล็อตรองในเรื่อง จะเน้นความรักด้านหนุ่มสาว มีหลาย ๆ คน แอบเชียร์หนิงเชวี่ยกับตัวละครผู้ลุ่มหลงอักษร โม่ซานซาน เพราะทั้งคู่ดูหล่อ สวย สมกัน แถมผู้ลุ่มหลงตัวอักษรยังนิสัยดี ไม่มีความเกรี้ยวกราด หรือแอบร้าย เลยมีกองเชียร์กลุ่มใหญ่หนุนอยู่

แต่กองเชียร์หนิงเชวี่ย กับซังซังก็กลุ่มใหญ่ไม่แพ้กัน ในเรื่องซังซังคือางเอกตัวจริงจ้ะ ถ้าใครไม่ถูกอารมณ์กับซังซัง แนะนำอย่าเพิ่งดู หรืออย่าไปโฟกัสเรื่องความรัก ให้พักก่อน ไปโฟกัสเรื่องวิทยายุทธแทนดีกว่า มีเสียงติงว่าซังซัง ไม่สวย ซึ่งตามบท ซังซังก็ไม่สวยจริงแหละ

แต่นางเป็นคนมีเสน่ห์ น่าสนใจ และถือเป็นเหมือนชีวิตหนิงเชวี่ยเลย (ซึ่งหนิงเชวี่ยบอกเองว่าซังซังคือชีวิตของเขา) บางคนก็ท้วงว่าซังซังกับหนิงเชวี่ยเหมือนเป็นพี่น้องกัน โตมาด้วยกัน การที่จะเกิดความรักแบบหนุ่ม สาว ถือเป็นเรื่องผิด รับไม่ได้ คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็ต้องทำใจจ้ะ

ความเชื่อ

เฮ่าเทียน: เฮ่าเทียน เป็นชื่อของเทพแห่งแสงสว่าง ผู้ศรัทธาจะเชื่อว่า เฮ่าเทียน คือทุกสิ่ง คือผู้สร้างโลก คือผู้นำทาง คือผู้ปัดเป่าความมืด

หมิงหวัง: หมิงหวัง ถ้าแปลตรงตัวก็แปลว่า “ดาวพลูโต” ผมเลยขออนุญาติเรียกว่า “ดาวมรณะ” ในบางครั้งเพื่อให้เห็นภาพได้ง่าย แต่ในเรื่องจะเรียกว่า หมิงหวัง นั่นแหละ ในสยบฟ้าพิชิตปฐพีนั้น

บุตรแห่งหมิงหวังถือเป็นตัวเคราะห์ร้าย ว่ากันว่าบุตรแห่งหมิงหวังจะกำเนิดและนำ “ความมืดนิรันดร์” เข้ามาปกคลุมโลกในทุกๆ 1,000ปี ทางซีหลิงถึงพยายามตามหาตัวและกำจัดทิ้งก่อนจะเกิด ความมืดนิรันดร์

 

เมือง ก๊ก เหล่า ในเรื่องนั้นมีมากพอสมควรแต่ชื่อหลักๆ มีดังนี้

แคว้นถัง: แคว้นถังนั้นถือเป็นเมืองที่มีอำนาจทางการทหารเข็มแข็งที่สุด แถมมีสำนักฝึกตนที่โด่งดังและเก่งที่สุดอยู่ชื่อว่า “สำนักอักษร” ซึ่งเป็นสำนักที่พระเอกได้เข้าไปเรียนการฝึกตน

ซีหลิง: ซีหลิงนั้น ไม่ได้เป็นแว่นแคว้นอะไร เป็นแค่นิกายๆ หนึ่งที่บูชา “เฮ่าเทียน” แต่ด้วยที่คนส่วนใหญ่ในประเทศทั้งหมดนั้นก็นับถือเฮ่าเทียนเช่นกัน ทำให้ซีหลิงนั้นมีอิทธิพลมากในการจะทำอะไรก็ตาม เรียกว่าเหมือน นครวาติกัน สมัยยุคกลางแหละครับ

คือไม่ว่าประเทศคุณจะยิ่งใหญ่แค่ไหนสุดท้ายคุณก็ยังต้องให้การนับถือพระสันตะปาปา โบสถ์บอกว่าใครเป็นแม่มดคนนั้นก็คือแม่มด โบสถ์สั่งให้เผาแม่มด คนเหล่านั้นก็จะโดนเผา โดยอ้างว่าทุกอย่างเป็นลิขิตของพระเจ้า เรียกว่าซีหลิงมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ในแคว้นไหนก็ได้เลย

สำนักอักษร: สำนักอักษรนั้นถือเป็นสำนักฝึกตนอันดับหนึ่งตั้งอยู่ที่แคว้นถัง มี “จอมปราชญ์” เป็นเจ้าสำนัก และมีศิษย์โดยตรงอีกทั้งหมด 12 คน (หนิงเชวียเป็นคนที่ 13 และคนสุดท้าย) โดยจอมปราชย์ และศิษย์ทั้ง 12 คนนั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีวิชาแข็งแกร่งในแผ่นดินหาคนเทียบได้ยาก แต่มักจะไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องราวของโลกภายนอกสักเท่าไหร่

อารามจือโส่ว: จัดเป็นสำนักสงฆ์ จุดเด่นคือมีตำราวิเศษมากมายอยู่ในอารามที่สามารถบอกความเป็นไปของโลก ให้คำทำนาย แจ้งความเป็นไป มีแม้แต่ตำหรับยาวิเศษ

พรรคมาร: สำหรับพรรคมารนั้นไม่ใช่พรรคมารจริงๆ หรอก ในเรื่องเราเอาไว้เรียกชนเผ่าเร่ร่อน(เหมือนพวกคนป่า) ว่าพรรคมารเพราะคนเหล่านี้จะมีพื้นฐานวิชาที่ต่างออกไป แทนที่จะขอยืมพลังจากธรรมชาติ กลับดูดกลืนพลังธรรมชาติจากคนอื่นมาใช้เป็นพลังตนเอง

ขั้นอาชีพ ลำดับชั้นของวิชา

ในสยบฟ้าฯนั้น แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1.คนธรรมดา และ 2.ผู้ฝึกตน(หรือจะเรียกว่าจอมยุทธ์ก็คงไม่ผิด) ทีนี้ผู้ฝึกตนก็จะมีความถนัด และขั้นการฝึกแตกย่อยออกไปอีกได้แก่

นักกระบี่(ความถนัด): เป็นผู้ที่สั่งการกระบี่ได้ ให้บินลอยแยกร่างไปฟาดพันศัตรูได้ตามใจ

นักพลังจิต(ความถนัด): นักพลังจิตจะใช้จินตนาการบังคับพลังจิตของเขาในการทำสิ่งต่างๆ แม้แต่สู้รบ มีคนพูดว่าถ้าลำดับขั้นเท่าๆ กัน นักพลังจิต จะสู้ได้เปรียบ นักกระบี่อยู่ไม่น้อย

นักยันต์(ความถนัด): นักยันต์จะต้องวาดยันต์ออกมาในอากาศก่อน แล้วค่อยให้พลังของยันต์นั้นๆ ได้ โดยอนุภาพจะรุนแรงกว่านักพลังจิต

นักยันต์เทพ(ความถนัด): เทพสุดใน 4 ความถนัดจัดเป็นบุคคลหายาก แต่หนิงเชวียของเรามีคุณสมบัตินี้เพราะลายมือสวย

ลำดับขั้นของผู้ฝึกตน ไม่ว่าความถนัดไหนก็ต้องฝึกให้บรรลุตามนี้ โดย 5 ขั้นแรกจะมีดังนี้(สำหรับมนุษย์)

1.ขั้นแรก
2.ขั้นสัมผัส
3.ขั้นไม่หลง
4.ขั้นเข้าถึง
5.ขั้นรู้ชะตา

ลำดับขั้น 4 ขั้นแรกไม่ต้องสนใจมันเป็นชื่อที่เขาเอาไว้เรียกเฉยๆ แต่ขั้นรู้ชะตานั้นต่างออกไป ว่ากันว่ามันทำให้เรารู้ลิขิต อย่างไรก็ตามผู้ที่ “อยู่ใน” ขั้นรู้ชะตานี้ก็มีความกว้างของขั้นอยู่ คือคนที่มาอยู่ขั้นนี้มีความแตกต่างกันเยอะมากเพราะถือเป็นขั้นสูงสุดของมนุษย์

ถ้าหากใครสามารถบรรลุเกินขั้น “รู้ชะตา” ขึ้นไปได้ก็เปรียบเหมือนเซียนดีๆ นี่เอง (คือเกินมนุษย์ละ บางคนสามารถวาร์ปไปที่ไหนก็ได้เป็นต้น)

 

ufabet

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *