รีวิวซีรีส์ Snowpiercer จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอุณหภูมิโลกลดลงจนใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้

บทวิเคราะห์ Snowpiercer - Me Review - มีรีวิว

รีวิวซีรีส์ Snowpiercer เรื่องย่อ โลกในอนาคตนักวิทยาศาสตร์คิดสารแก้โลกร้อน แต่กลายเป็นว่าทำให้อุณหภูมิโลกลดลงจนใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ รถด่วนขบวนพิเศษของวิลฟอร์ดที่วิ่งไปรอบโลกเพื่อผลิตไฟฟ้าคอยเลี้ยงระบบนิเวศในรถเป็นเพียงพาหนะเดียวที่สิ่งมีชีวิตอยู่รอด และวิลฟอร์ดก็เลือกขายตั๋วสุดแพงให้กับพวกคนรวยเท่านั้น ทว่าในตอนที่รถออกตัวพวกคนที่ไม่มีเงินซื้อตั๋วต่างทำลายรั้วและแย่งขึ้นท้ายขบวนรถสำเร็จ หลังจากนั้นรถด่วนนี้ก็เกิดมีชนชั้นที่แตกต่างกันสุดขั้วขึ้น หัวขบวนใช้ชีวิตหรูหรา ท้ายขบวนไม่มีอาหารจะทานจนเกิดลัทธิล่ามนุษย์ กินอยู่กันอย่างแออัด และถูกจำกัดสิทธิ์การมีบุตร นั่นจึงเป็นจุดเริ่มของกลุ่มต่อต้านจากท้ายขบวนที่ต้องการปฏิวัติรถด่วนนี้

นับเป็นซีรีส์ที่มาแรงที่สุดทางเน็ตฟลิกซ์เรื่องหนึ่ีงในเวลานี้ แม้เพิ่งจะลงมาแค่ 2 ตอนจากทั้งหมด 10 ตอนในซีซันแรกเท่านั้น ความน่าสนใจที่สำคัญที่สุดคือ นี่เป็นการดัดแปลงจากภาพยนตร์ชื่อเรื่องเดียวกัน ผลงานของ บองจุนโฮ ผู้กำกับเกาหลีใต้ที่เพิ่งคว้าออสการ์ปีล่าสุดไปครองกับหนัง Parasite โดย Snowpiercer ที่สร้างในปี 2013 นับเป็นบันไดก้าวสำคัญที่ทำให้บองจุนโฮถูกจดจำได้ในตลาดโลก เพราะครั้งนั้นเขาได้ร่วมงานกับทั้ง คริส อีแวนส์, ทิลดา สวินตัน, เอ็ด แฮรร์ริส และ ออกทาเวีย สเปนเซอร์ ซึ่งล้วนเป็นดาราระดับโลกที่พาให้หนังขายได้ทุกย่านร้านตลาดแบบสบาย ๆ

และถ้าพูดถึงในแง่เนื้อหา Snowpiercer ก็เป็น หนังไฮคอนเซ็ปต์ ที่พูดเรื่องชนชั้นที่เป็นเรื่องนามธรรม ให้ออกมาเป็นรูปธรรมผ่านมิติแห่งหนังไซไฟปรัชญาได้แบบที่เข้าใจง่ายพอสมควร และเรื่องชนชั้นนี้ก็เป็นไม้เด็ดที่ถูกขยายอย่างซ้ำ ๆ จนในที่สุดบองจุนโฮก็เอาชนชั้นปรสิตไปคว้าออสการ์กลับบ้านได้สำเร็จ เรียกว่าหนังเรื่องนี้เป็นทั้งหนึ่งในบันไดและขั้นตอนสู่ความสำเร็จแบบมีแบบแผนของบองจุนโฮก็ว่าได้

 

เมื่อความสำคัญมันมากเฉกนี้แล้ว ไม่แปลกที่เมื่อเราได้ยินว่าเน็ตฟลิกซ์จะนำมาทำซีรีส์แล้วจะเกิดมโนคติโดยยกความประทับใจแรกจากการชมฉบับหนังมาทาบปิดตาไว้ ว่านี่จะต้องเป็นซีรีส์ที่เข้มข้น แฟนตาซีโลกล่มสลายดิ่งมืดสุดติ่งอย่างที่มีจุดเฉลยเหวอ ๆ แบบตอนได้รู้ความจริงเรื่องก้อนโปรตีน ที่สำคัญต้องมีตัวละครมากมายที่สีสันจัดจ้าน เช่นเดียวกับที่เคยประทับใจในตัวละครของทิลดา สวินตัน แน่ ๆ

ซึ่งว่าไป แค่คิดแบบนั้นก็ผิดแต่แรกแล้ว

เพราะหนึ่งในกระบวนการสำคัญของ การแปลงให้เป็นตะวันตก ของวงการบันเทิง คือถึงวัตถุดิบจะเหมือนกัน แต่รสมือการปรุงไม่มีทางจะทิ้งลายนิยายตะวันตกไปสวมวิญญาณแดจังกึมไปได้ ใครคาดหวังรสกิมจิมาเต็มคงได้สำลักชีสมายองเนสก็งานนี้ แล้วถ้าจะพาลชังตัวซีรีส์ไปด้วยก็คงบอกได้เพียงว่าน่าเสียดาย

ส่วนตัวตั้งหลักมาแต่แรกว่าอย่างไรเสีย นี่จะไม่ใช่ Snowpiercer ที่เคยคุ้นแน่ ๆ และค่อนข้างเปิดใจไว้รอ จึงไม่ผิดหวังแต่อย่างใด ทั้งยังเห็นว่านี่เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ผูกปมต่าง ๆ ได้สมกับเป็นซีรีส์ฝรั่งดีเสียด้วย ไม่ว่าจะซับพลอตที่ตัวเอกอย่าง เลย์ตัน (เดฟวีด ดิกส์) อดีตตำรวจที่กลายมาเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มคนท้ายขบวน แล้วต้องถูกมัดมือชกให้มาสอบสวนคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในตู้หัวขบวน ทั้งยังน่าสงสัยว่าเป็นฝีมือมนุษย์กินคนเสียด้วยเพราะศพถูกหั่นออกเป็นหลายส่วนและสาบสูญไป แม้จะรู้สึกว่าบรรยากาศของพลอตออกไปคล้ายซีรีส์ใกล้เคียงในบ้านเดียวกันอย่าง Altered Carbon ซีซันแรกนิด ๆ แต่เมื่อซับพลอตนี้ถูกวางข้างพลอตใหญ่เรื่องของลำดับชนชั้นทางสังคมของขบวนรถไฟแล้ว มันก็เล่าได้รสใหม่กลิ่นใหม่ ไม่น่าเบื่อเลย

อีกหนึ่งรสชาติที่ต่างไปจากครั้งก่อน คือการคงอยู่ของ คุณวิลฟอร์ด เจ้าของรถด่วนสโนว์เพียร์สเซอร์ที่ในหนังเป็นเหมือนคอนเซ็ปต์และโลโก้อยู่ทั่วไปในรถ และกว่าจะปรากฏกายได้ก็คือตอนท้ายของหนัง ซึ่งนิยายตะวันตกหรือพลอตยุคใหม่ ๆ หลายเรื่องก็นิยมซ่อนบิ๊กบอสไว้เบื้องหลังเสมอเพื่อให้คนดูตกใจหรือรู้สึกถึงปริศนาลึกลับล่อไว้ให้ชม แต่ในซีรีส์นี้นอกจากเราจะได้เห็นคุณวิลฟอร์ดผ่านโฆษกอย่าง เมลานี (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี) แล้ว เรายังจะได้พบคุณวิลฟอร์ดตั้งแต่ตอนแรก ๆ เลยด้วย ซึ่งส่วนตัวก็ชอบนะ เพราะทำให้เราไม่ต้องไปโฟกัสกับเรื่องตัวตนจริงหรือการหักมุมอะไรให้มากนัก แล้วก็จะได้ไปสนใจอภิปรายเรื่องชนชั้น และสิทธิ์ของคนที่จ่ายเงินขึ้นมากับคนลักขึ้นรถ ตลอดจนต้องพ่วงไปถึงสิทธิ์ในการดิ้นรนมีชีวิตรอดของสิ่งมีชีวิตว่ามีขอบเขตจำกัดอยู่หรือไม่ เหล่านี้เสียอีกที่เป็นโจทย์ใหม่ ๆ ให้เราได้คิดได้สนุก บนพลอตคล้ายเดิมแต่แตกต่างในมุมมองการนำเสนออย่างสิ้นเชิง ลึกคนละแบบ แล้วแต่ชอบเลยครับ

ซีรีส์มีกำหนดปล่อยสัปดาห์ละ 1 ตอนทุกวันอาทิตย์ และจะจบซีซันแรกในตอนที่ 10 ราว ๆ เดือนกรกฎาคมนี้ แล้วถ้าใครยังมันอยู่เท่าที่ทราบมีการวางโปรแกรมของซีซัน 2 ไว้แล้วในปีหน้าด้วย ถกกันยาว ๆ เลยครับ

สรุป เป็นซีรีส์ไซไฟที่มีพลอตและซับพลอตชวนติดตามเยอะมาก จะสืบสวนก็ลุ้น จะกบฏชนชั้นก็สนุก มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกับฉบับหนังชัดเจน ในขณะที่หนังแฟนซีและไม่สนใจตรรกะอะไรมากนักเพื่อบรรลุโจทย์เรื่องของชนชั้นความเท่าเทียมตลอดจนทฤษฎีสมคบคิดในสังคมทุนนิยม ตัวซีรีส์ก็เลือกทำให้สมจริงขึ้น มีน้ำหนักขึ้น (ถึงจะเหลือรูโหว่บ้างแต่ก็ไม่ใหญ่เท่าฉบับหนัง) ลดความไฮคอนเซ็ปต์แบบขาว-ดำลง แล้วเล่นกับคอนฟลิกต์ระดับต่าง ๆ สีเทา ๆ แทน มีความเป็นซีรีส์รสฝรั่งมากขึ้น ซับซ้อนขึ้น ไม่ซ้ำรอยเท่าเดิมให้เดาง่าย และยังเปลี่ยนมุมมองให้ถกเรื่องชนชั้นได้คนละรสคนละแบบด้วย

 

ufabet    

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *