รีวิวภาพยนตร์แอคชั่น-ไซไฟ Chappie – จักรกลเปลี่ยนโลก

เรื่องย่อหนัง Chappie – จักรกลเปลี่ยนโลก  ฝากผลงานเอาไว้อย่างดีเยี่ยมกับ District 9 และ Elysium นีล บล็อมแคมป์ กลับมาอีกครั้งกับ ภาพยนตร์แอคชั่น -ไซไฟ-ทริลเลอร์ ไอเดียล้ำเลิศพร้อมสร้างความซึ้งปนมันส์ไปกับหุ่นยนต์ที่เปี่ยมด้วย “จิตใจ” อย่าง “แชปปี้” หุ่นยนต์ตำรวจที่ถูกอาชญากรขโมยไป และบรรจุโปรแกรมชนิดใหม่เข้าไป ทำให้แชปปี้กลายเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่สามารถ “คิดวิเคราะห์” และ “รู้สึก” ได้เยี่ยงมนุษย์ ทว่าท่ามกลางพลังอันแข็งแกร่งของเหล่าหุ่นยนต์ตัวร้ายที่ครุกรุ่นขึ้น กลับเห็นแชปปี้เป็นอันตรายต่อชาติพันธุ์ และพวกมันก็จะไม่หยุดตามล่าเขาเพื่อคงความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์และมั่นใจว่า “จุดอ่อน” จะถูกกำจัดให้สิ้นซาก!

รีวิวภาพยนตร์แอคชั่น-ไซไฟ Chappie - จักรกลเปลี่ยนโลก

ถ้าปีที่แล้วไม่ได้ดูหนังหุ่นยนตร์ที่ Dilemma โหดสัสกับสถานการณ์โลกและตัวละครที่ดูสมจริงสมจังสุดๆ อย่าง Automata มาก่อน เราก็คงไม่เสียดายกับการไม่ไปต่อให้สุดทางของหนัง เท่าไหร่ ถึงรายละเอียดทั้งสองเรื่องจะแตกต่างกันมากก็เถอะ ขณะที่ Automata มันทิ้งคำถามกับมนุษยธรรมด้วยท่าทีอ่อนเบาแต่ทว่าโคตรจะลึกล้ำและรุนแรงกับความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของเรา แต่ ทั้งที่มนุษยชาติในโลกของหนังยังไม่ได้เผชิญกับการค้นพบการย้ายจิตสำนึกจากร่างหนึ่งไปสู่ร่างหนึ่ง มันก็ตัดความรับผิดชอบต่อประเด็นไปเสียอย่างนั้น แล้วทั้งหมดทั้งมวลที่หนังลากเราไปด้วยตลอดทางสุดท้ายมันกลับปล่อยให้เรายืนเคว้งอยู่กับบทสรุปเรื่องราวที่ยังจบไม่เสร็จ

เสียดายที่หนังมันทำให้เราเชื่อในจุดที่พาไปถึงไม่ได้น่ะ ถึงเราจะเออออคล้อยตามไปได้อยู่เพราะหนังมันก็ดูสนุกเพลินๆ แต่ตัวละครถูกเซ็ตให้เป็นไปตามทางที่เลือกไว้แล้วโดยที่ขาดการโต้แย้งกับความเป็นเหตุเป็นผลทั้งน้อยนิดและใหญ่โต ส่งผลให้สถานการณ์ที่กำหนดทิศทางหนังมันแบนเรียบแล้วยังติดขัดตามไปด้วย ขณะดูเราจะรู้สึกไม่ซื้อการตัดสินใจหรือการกระทำของตัวละครหลายๆ ครั้งไม่ว่าจะตัวหลักหรือตัวรอง อย่างเช่น การตัดสินใจให้หุ่นรบออกปฏิบัติภารกิจง่ายๆ ของตัวละคร Sigouney Weaver ที่ไม่มีการผ่านอนุมัติจากกฎหมายหรือหน่วยงานไรทั้งนั้น ที่ตอนท้ายสติหลุดไปไหนก็ไม่รู้ พี่ Hugh Jackman ก็เรียบราบแต๊ดแต๋ทั้งเรื่อง รวมถึง Dev Patel ที่โดนยิงแต่กลับไม่มีความขัดแย้งอะไรเลยว่าต้องไปโรงพยาบาลนะ!! จะมาย้ายจิตสำนึกยังไงไม่ได้ผลหรอก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มันยังแย้งความคิดทฤษฎีนี้ที่มันไม่มั่นใจอยู่เลย แล้วก็ Ninja กับ Yolandi พ่อจ๋า แม่จ๋าของ Chappie ที่เรารู้สึกว่าความคิดตัวละครมันแบนสุดๆ จนบางทีน่ารำคาญ แล้วพอถึงทีทำซึ้งมันก็เลยดูขัดความรู้สึก ทั้งที่เป็นตัวละครสำคัญและมีสีสันทั้งส่วนความสนุกและดราม่าน้ำตาแตกในเรื่อง จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่แผลใหญ่มากมายหรอกแต่มันกระจายอยู่กับทุกตัวละครมันก็เลยสำคัญในการทำให้เราเชื่อ สุดท้ายมันรู้สึกแค่หนังพยายามเข็นไปให้ถึงจุดที่พล็อตพาไปแต่กับประเด็นกลับดิ่งลงเหว

แล้วกว่าจะถึงตอนที่มันสนุกกับประเด็นที่เราเฝ้ารอมันก็ดันจบซะแล้ว…เรื่องราวหลังหนังจบมันน่าสนใจน่าลุ้นน่าติดตามกว่าหนังทั้งเรื่องเสียอีก ว่าพอย้ายจิตสำนึกเข้าร่างหุ่นยนตร์ได้แล้วคนพวกนี้จะอยู่รอดได้รึเปล่า หลังจากมวลมนุษยชาติรับรู้แล้วจะเกิดเอ็ฟเฟ็กต์อะไรขึ้น จะกลายเป็นการค้นพบที่ถูกยอมรับหรือสุดท้ายก็ต้องถูกล้างบางอยู่ดี แล้วการค้นพบความสำเร็จครั้งนี้มาจากหุ่นยนตร์ที่ถูกพัฒนาจนคิดเองได้รู้สึกเองได้ไม่ใช่คนนะโว้ยยยยยย..เราว่ามันน่าสนใจมากๆ ในการถกเถียงต่อ อีกอย่างหนึ่งคือภาพการตายโหดๆ ของ Amerika มันสะท้อนอะไรในภายหลังได้แค่นี้เองเหรอ แล้วเหลือพี่ Hugh Jackman ไว้เพื่ออะไรกัน คนเหี้ยมกว่าหุ่นยนตร์แค่นั้นเหรอ ตอนดูเราคาดหวังให้สุดท้ายมันพาไปถึงจุดๆ หนึ่งที่ฟินบรรลัย เสียดายๆ…

ส่วนตัวเราคิดว่าความสำคัญของเรื่องไม่ใช่อยู่ที่การพิสูจน์ทฤษฎีของความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ที่คนทำจินตนาการไปไกลได้แค่ไหน แต่เราว่าความคิดเห็นและทัศนคติของมนุษยชาติกับสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นสิ่งที่เราหวังให้ พาไปถึง ไม่ใช่แค่ขมวดบทสรุปของตัวละครให้รับรู้ถึงแค่การแก้ปัญหาและทิ้งเรื่องความอยู่รอดของตัวละครพวกนี้ไว้ให้คนดูจินตนาการถึงโลกใหม่ของทั้งตัวละครและมวลมนุษยชาติในหนังด้วยตัวเอง การตื่นขึ้นมาของ Yolandi ในร่างหุ่นยนตร์มันก็เลยกลายเป็นแค่แฟนตาซีลีลาฟุ้งฝันแต่เบาแก่นสารเท่านั้นเอง…แล้วมันก็ไม่ได้เป็นหนังภาคต่อนี่..ใช่มั้ย!! ที่มา  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *