รีวิวหนัง โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง แนว หนังอิงชีวประวัติ

โปรเม

โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้างผลงานจากค่าย Transformation Films ผู้สร้างหนังไทยคุณภาพจากผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ จากผลงานล่าสุด แสงกระสือ โปรเม ได้นำชีวประวัติของโปรกอล์ฟหญิงชาวไทยที่ประสบความสำเร็จถึงระดับโลกอย่างโปรเม เอรียา จุฑานุกาล มาสร้างหนังพร้อมชูปมดรามาพ่อลูกเป็นส่วนสำคัญ

โปรเมช่วงวัยเด็ก
แม้ว่านักกีฬาไทยมีไประดับโลกหลายคน แต่หนังแนวชีวประวัตินักกีฬาอาชีพของไทยที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มีให้เห็นง่ายๆ นัก หนังโปรเมเองก็ถูกตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นหนังที่ฉีกแนวออกไปได้อย่าง “แสงกระสือ” และมีโอกาสประสบความเร็จได้ ถ้าทำบทดีๆ มีเบื้องลึกมุมลับที่น่าสนใจให้คนได้เห็นกัน แต่สิ่งที่เห็นในหนังนี่เปล่าเลย หนังกลับตั้งอยู่บนพื้นฐานเรื่องจริงแค่ส่วนที่เป็นข่าวรายงานการแข่งปกติ แถมเบื้องลึกในหนังกลายเป็นเรื่องสมมุติให้ดูโอเว่อร์เกินจริงไปอีก จนกลายเป็นเหมือนงานนี้ขายความเป็นโปรเมแค่ฉาบฉวย บทหนังไม่ใส่ใจที่จะมีแบ็คกราวด์รายละเอียดใดๆ แทบทั้งสิ้น

เริ่มตั้งแต่บทพ่อผู้เกี้ยวกราดตั้งแต่เปิดเรื่องไปยันตอนจบ โดยที่ไม่ได้ให้เห็นว่าทำอาชีพอะไร? มีความสามารถตีกอล์ฟแค่ไหน? ทำไมจู่ๆ จับลูกมาฝึกพร้อมกันแบบนี้? มีการวางแผนไว้ตั้งแต่เริ่มมีลูกหรือเปล่า? แล้วนิสัยถ่อยๆ ในเรื่องนี้มาจากไหน? ซึ่งหลังจากรับชมแล้วพบว่าเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมา หนังใส่ความถ่อยให้พ่อโปรเมเกินพอดีไปมากๆ เหมือนคนเป็นโรคจิตมากกว่าจะเป็นอย่างอื่นไปได้ (หนังใช้คำหยาบคายขึ้นมรึงกรูและสารพัดคำด่าตลอดเวลา) ซึ่งหนังก็ไม่ได้บอกหรือให้รายละเอียดที่มาของเรื่องจริงเลยว่าเป็นยังไงทั้งสิ้น แต่กลับเดินเรื่องไปแบบว่า ดูๆ ไปเถอะแค่รู้พ่อของโปรเมถ่อยแค่นั้นก็พอ ซึ่งขอตำหนิเลยว่าเป็นการเขียนบทหนังที่ละเลยพื้นฐานที่มาที่ไป ขาดแรงจูงใจหรือปูมหลังของตัวละครหลักอย่างชุ่ยมากๆ

และก็ไม่ใช่แค่บทของพ่อโปรเมเท่านั้น แต่รวมถึงบทของตัวละครอื่นที่มาเกี่ยวข้องในเรื่อง หนังก็ไม่ได้ใส่รายละเอียดเล่าให้รู้ที่มาที่ไป หรือแม้แต่จุดมุ่งหมายสำคัญของการมีตัวละครเหล่านี้เลย เริ่มตั้งแต่บทแม่ของโปรเม ที่ก็ไม่รู้ว่าทนอยู่ได้ยังไง และตัวแม่เองมีความสามารถอะไรแค่ไหนถึงมาร่วมผลักดันลูกสาวตัวเองเป็นนักกีฬาอาชีพในแบบนี้ได้ ทั้งที่ตัวเธอก็คัดค้านการฝึกหนักจนลูกไม่มีชีวิตวัยเด็กเหลือเลย หนังให้บทแม่ที่ดูเหมือนต้องแบกรับความกดดันอะไรมากมาย

แต่กลับกลายเป็นว่าฉากดีที่สุดคือแค่ทำกับข้าวโดยไม่มีพ่อของโปรเมอยู่ด้วย ให้ลูกสาวได้กินของอร่อยๆ แค่นั้น นอกนั้นคือบทของเธอจืดจางเหลือเกิน นอกจากการก้มหน้าตายอมรับคำด่าของสามี ที่เหลือก็มีแต่ช่วยเชียร์อยู่ริมขอบสนามเท่านั้น

 

ตัวละครนักข่าวที่ติดตามทำข่าวโปรเมก็เหมือนใส่มาแค่ช่วยยืดเวลาเพิ่มอย่างไร้ประโยชน์ หนังไม่ได้ทำให้เห็นว่าตัวละครนี้สลักสำคัญอะไรเลยแต่ก็ยังใส่มา พร้อมกับสกู๊ปฉากท้ายๆ ว่าทำเรื่องโปรเมเก็บฝาขวดน้ำมาเป็นเรื่องเด่นลงนิตยสาร จนกระทั่งเจ้าของนิตยสารถึงกับหัวเสียด่ายับว่างานนี้ไม่ผ่าน ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ผ่านตั้งแต่การมีตัวตนของตัวละครในเรื่องนี้แล้ว ไม่แน่ใจว่าหนังต้องการใส่มาเพื่อขยายปูมหลังอะไรกันแน่ หรือแค่เป็นคนพาโปรเมกินก๋วยเตี๋ยวข้างออฟฟิสแล้วอร่อย อันนี้คือเบื้องลึกสุดลับของชีวิตโปรเมแล้วงั้นหรือ?

หนังขาดการอธิบายหลายๆ สิ่งให้คนดูรู้สึกถึงเหตุและผล จนเหลือแค่ชีวประวัติน้ำๆ ตามรอยเส้นทางการแข่งขันของโปรเมแบบผิวเผินเท่านั้น ซึ่งถ้าอยากรู้จักชีวิตโปรเมและพี่สาว แค่ค้นหากูเกิลหาอ่านบทสัมภาษณ์ทั่วไปยังมีเรื่องราวด้านต่างๆ มากกว่าในหนังอีกด้วยซ้ำ แต่ยังดีที่นักแสดงที่เล่นเป็นโปรเมมีความเป็นธรรมชาติ ดูแล้วรู้สึกได้ถึงอินเนอร์ความมุ่งมั่นได้อยู่ ทำให้หนังยังมีความลื่นไหลจากการแสดงไม่ขัดตาของตัวละครหลัก

ทำให้เอาใจช่วยได้อยู่บ้าง แต่ในส่วนของโม พี่สาวของโปรเมที่เป็นนักกอล์ฟกลับไม่มีบทที่ช่วยส่งเสริมเรื่องราวของน้องสาวเท่าใดนัก กลายเป็นเหมือนแค่ตัวประกอบในเรื่องราวที่โมอยู่ฝ่ายแม่ ตรงข้ามกับเม หลังถูกพ่อยึดตัวไป ซึ่งหนังเน้นแต่ชีวิตของโปรเมเป็นหลักเพียงเท่านั้น

นี่เป็นหนังที่ขาดจิตวิญญาณของเรื่องราวชีวประวัติคนจริงที่ดี เป็นงานรีเสิร์ชและนำมาสร้างแบบหยาบๆ ถ้าให้เทียบกับหนังแนวเดียวกันอย่าง Dangal (ชื่อไทยปล้ำฝันสนั่นโลกหนังอินเดียที่พล็อตแทบจะเหมือนโปรเมและสร้างจากเรื่องจริงของพ่อที่ปั้นลูกสาว 2 คน ให้เป็นนักกีฬามวยปล้ำมืออาชีพตั้งแต่เด็ก หนังอย่าง Dangal

ใส่เรื่องราวแบ็คกราวด์ที่มาที่ไป แรงจูงใจทุกอย่างมาครบถ้วน และยังเป็นหนังที่สร้างฝันแรงบันดาลใจในการให้เด็กได้ค้นพบเส้นทางของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ผ่านบทพ่อที่ทั้งเข้มงวด เป็นทั้งครูฝึกทั้งพ่อในคราวเดียวกันไม่ต่างกับการปั้นโปรเมของไทย เอาแค่คำตอบในเรื่องฉากแนวเดียวกันคือ เมื่อลูกไปจนถึงจุดเกือบสูงสุดได้ แล้วพ่อจะมีความสำคัญอะไร? ใน Dangal มีคำตอบตรงนั้นได้อย่างลงตัว แต่ในโปรเมกลับกลายเป็นแค่ฉากสบถก่นด่าเชี่ยๆ อย่างไม่มีเหตุผลสู้ลูกไม่ได้

จากนั้นก็หายตัวไปจากหนังแทบทั้งเรื่อง แล้วจู่ๆ ก็วกกลับไปจบด้วยการให้อภัยง่ายๆ ไม่มีปี่มีขลุ่ย เป็นสูตรสำเร็จที่เรียกว่าน้ำเน่าเอามากๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จอีกต่างหาก? เพราะหนังก็ขึ้นต้นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แค่อ้างอิงชีวิตโปรเมมาแล้วแต่งเติมให้มีสีสัน ถึงขั้นเขียนขอโทษไว้ล่วงหน้าถ้าทำให้ใครเข้าใจผิดไป ซึ่งก็ไม่รู้เลยว่าเราจะได้อะไรที่เป็นเรื่องจริงบ้างจากหนังเรื่องนี้ เพราะตอนจบก็มีเฉลยว่าอะไรจริงบ้าง ก็เป็นเพียงแค่ตัวละครน้ำจิ้มไม่ได้มีบทบาทอะไรกับเรื่องราวหลักเลย

 

ufabet  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *