การออกแบบบ้าน โดยคำนึกถึงองค์ประกอบหลายอย่าง

ออกแบบ้าน

จากสถานการณ์ปัจจุบันในช่วงนี้ ฟังดูอาจจะไม่ค่อยรื่นรมย์เท่าไรนักเพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ข่าว ไวรัสโคโรน่า ที่กำลังแพร่ระบาดหนักจนกลายเป็นวิกฤตไปทั่วโลก และเกรงว่าจะยังคงระบาดเป็นระยะเวลานาน ความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่คนหันมาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นวิธีป้องกันที่ทำได้ง่ายที่สุด จึงมีไอเดียการออกแบบในมุมมองของงานสถาปัตยกรรม ที่ช่วยลดสิ่งสกปรก ฝุ่น เชื้อโรคต่างๆ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วย

1.การที่บ้านมีช่องเปิดที่แสงแดดส่องถึง ไม่ปิดทึบ

คงพูดได้ว่า การอยู่อาศัยที่ดี ควรรับรู้ได้ ถึงธรรมชาติอย่าง แสงแดด ลมและพื้นที่สีเขียว เรื่องแรกที่จะขอหยิบมาพูดก่อนก็คือเรื่องของ Daylight หรือแสงธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้าน เพราะนอกจากจะทำให้บรรยากาศดูกว้าง โปร่ง น่าอยู่อาศัยแล้ว แสงแดดยังช่วยฆ่าเชื้อโรค ทำลายแหล่งที่อยู่และแพร่กระจายของเชื้อต่างๆ ช่วยทำลายความชื้นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ทำให้บ้านของเราไม่อับและทึบ ในการออกแบบบ้านจึงควรมีช่องเปิดเพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้าถึงได้อย่างเพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันหากมากเกินไปก็จะทำให้บ้านของเราร้อนและอยู่ไม่สบายได้เช่นกัน

Tips ในการออกแบบช่องเปิด เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก ป้องกัน ไวรัสโคโรน่า ได้อีกด้วย ถ้าเลือกได้ควรหลีกเลี่ยงทิศใต้และทิศตะวันตก เพราะจะได้รับอิทธิพลจากแสงแดดที่ค่อนข้างจ้าและร้อนมาก โดยทิศใต้จะรับแดดมากที่สุด และทิศตะวันตกจะเป็นทิศที่ร้อนที่สุดเนื่องจากรับแสงแดดโดยตรงในช่วงบ่ายนั่นเอง

2.มีช่องลมเพื่อให้อากาศหมุนเวียน ถ่ายเทสะดวก

เรื่องที่สอง คือ ลมหรือการไหลเวียนของอากาศภายในบ้าน เพราะไม่เพียงแต่จะส่งเสริมให้บ้านเย็นสบายและประหยัดค่าไฟของเราแล้ว ยังช่วยระบายอากาศทำให้บ้านโปร่ง ไม่เหม็นอับและอุดอู้ แต่ในขณะเดียวกันสถานที่ตั้งของบ้านบางหลังอาจจะไม่เหมาะกับการมีช่องเปิดถ่ายเทลม อย่างเช่น บ้านที่ตั้งอยู่ในเมือง ซึ่งจะทำให้รับฝุ่นและสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในบ้านได้มากขึ้น ซึ่งอาจแก้ปัญหาด้วยการลดจำนวนของช่องเปิดที่ไม่จำเป็น และเพิ่มองค์ประกอบที่ช่วยกรองฝุ่น อย่างเช่น ผ้าม่าน หรือมุ้งลวดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

Tips ในการออกแบบควรคำนึงถึงตำแหน่งของช่องลมด้วย ควรหลีกเลี่ยงทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพราะลมในช่วงหน้าหนาวจะพัดฝุ่นเข้าบ้าน และช่องลมสำหรับตัวบ้านควรอยู่ด้านตรงข้ามกัน เพราะจะช่วยให้อากาศสามารถไหลเวียนได้ทั่วถึง ซึ่งความเร็วของลมที่พัดเข้าและออกนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของช่องเปิดด้วยเช่นกัน

 3.เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยกรองอากาศ

แน่นอนว่าการสร้างพื้นที่สีเขียวรอบๆ บ้านนั้น ย่อมมีข้อดีมากมาย เนื่องจากต้นไม้มีคุณสมบัติในการกรองฝุ่น สวนจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นแรกให้กับบ้านของเรา ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยกรองฝุ่นและสิ่งปรกที่พัดจากถนนก่อนที่จะเข้าไปภายในตัวบ้าน นอกจากนั้นหากเราเลือกพันธุ์ไม้ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกรองสารพิษต่างๆ ก็จะยิ่งทำให้บ้านของเรามีคุณภาพอากาศที่ดียิ่งขึ้น ส่วนการเลือกปลูกพันธุ์ไม้ภายในห้อง จะต้องมั่นใจว่าห้องนั้นสามารถระบายอากาศได้ดี ไม่อย่างนั้นจะทำให้บ้านของเรามีความชื้นในกาศเพิ่มมากขึ้น และความชื้นนี้เอง ที่เป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรคและเชื้อราต่างๆ

Tips สำหรับบ้านที่อยู่ติดถนนหรือเต็มไปด้วยมลภาวะ การปลูกไม้คลุมดินแทนการใช้คอนกรีตบริเวณหน้าบ้าน จะช่วยลดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่พัดเข้ามาได้มากขึ้น

บ้านสไตล์มินิมอล ทำความสะอาดง่ายที่สุด ใน ไวรัสโคโรน่า
บ้านสไตล์มินิมอล ทำความสะอาดง่ายที่สุด ใน ไวรัสโคโรน่า

4.หลีกเลี่ยงซอกมุมเล็กๆ ที่ทำความสะอาดได้ยาก

มาถึง ส่วนของ ภายใน กันบ้าง การที่จะมีบ้านสะอาดแน่นอน ว่าต้องหมั่น ทำความสะอาด ในการออกแบบ จึงควรเอื้อให้การทำความสะอาดนั้น เป็นไปได้โดยง่าย เพื่อลดการหมักหมมของ สิ่งสกปรกต่างๆ จนเกิดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคภายในบ้าน ด้วยการออกแบบที่กำหนดขอบเขตของห้องที่ชัดเจน ทำให้เกิดมุมน้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงการออกแบบแปลนห้องที่มีซอกมุมเล็กๆ ทำให้เราทำความสะอาดได้ยากจนกลายเป็นจุดกักเก็บฝุ่นผงและสิ่งสกปรก

Tips ชั้นวางของหรือตู้ต่างๆ ถือเป็นตัวกักเก็บฝุ่น ควรเลือกใช้ตู้หรือชั้นวางที่มีบานปิด เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกที่จะเข้าไปหลบอยู่ตามซอกต่างๆ   การทำเฟอร์นิเจอร์ Built-in ฝังไปกับผนังจึงเป็นอีกทางเลือกที่ดีที่ช่วยลดซอกมุมได้มากกว่าเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว

5.ควรมีการหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุ ที่ดักจับ สิ่งของที่ทำให้บ้านไม่สะอาด เช่น สิ่งสกปรกได้ง่าย 

นอกจาก ‘วัสดุ’ จะเป็นตัวกำหนดมู้ดโทน และสไตล์ของบ้านแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้บ้านของเราทำความสะอาดง่ายขึ้นอีกด้วย โดยการเลือกวัสดุนั้นควรหลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นผ้าหรือวัสดุที่มีพื้นผิวขรุขระ เช่น วอลเปเปอร์ที่ทำจากผ้า เหล็กดัด ผนังก่ออิฐโชว์แนว บล๊อกต่างๆ เนื่องจากทำความสะอาดยากแต่กักเก็บสิ่งสกปรกได้ง่าย วัสดุที่มีพื้นผิวเรียบอย่างเช่น ไม้ หรือหินขัด จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการนำมาออกแบบผนังหรือพื้น เพราะทำความสะอาดได้ง่ายกว่านั่นเอง

Tips นอกจากวัสดุหลักของบ้านแล้ว องค์ประกอบเล็กๆ ภายในบ้านก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่เก็บฝุ่นเช่นเดียวกัน  เช่น พรม ผ้าขนสัตว์  หรือวัสดุประเภทถัก-สาน

6.หลีกเลี่ยงการใช้ระนาบแนวนอนในการออกแบบ

เนื่องจากตำแหน่งของฟาซาดที่อยู่ส่วนนอกสุดของบ้าน ทำให้อากาศที่จะเข้ามาภายในบ้านต้องพัดผ่านส่วนดังกล่าวเข้ามา ในการออกแบบจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ระนาบแนวนอนบริเวณภายนอกของบ้าน เนื่องจากฝุ่นผงและสิ่งสกปรกจะเกาะได้ง่ายกว่าระนาบแนวตั้ง และลมก็จะพัดสิ่งสกปรกเหล่านี้ที่เกาะอยู่ให้เข้ามาภายในบ้านของเรา นอกจากนั้นเมื่อฝนตกระนาบที่อยู่แนวตั้งจะชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ให้หลุดออกไปได้ง่ายมากกว่า

Tips รำนาบแนวนอนนี้ยังรวมถึง บริเวณหลังตู้หรือชั้นวางของต่างๆ ซึ่งถ้าเลือกได้ควรออกแบบตู้ให้สูงติดฝ้าเพดาน เพื่อลดฝุ่นที่มักจะเกาะอยู่ตามหลังตู้ ซึ่งเป็นจุดที่เราทำความสะอาดได้ยาก

 7. บ้านสไตล์มินิมอล ทำความสะอาดง่ายที่สุด

สไตล์มินิมอลในที่นี้ อาจจะไม่ได้หมายความว่า บ้านของเราจะต้องเป็นสีขาวคลีน ออกแบบบ้าน แต่เป็นแนวคิดการออกแบบโดยเน้นใช้ของน้อยชิ้น เฉพาะชิ้นที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งหากลองสังเกตบ้านทั่วไป ที่มีชั้นวางหรือของชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากมาย ย่อมสะสมฝุ่นและสิ่งสกปรก และยากที่จะทำความสะอาดได้หมดทุกชิ้น การใช้เฉพาะของชิ้นหลักในการตกแต่งห้อง อย่างโซฟา โต๊ะ เก้าอี้ ชิ้นสำคัญ ทำให้สิ่งสกปรกที่ลอยอยู่ในอากาศไม่มีที่เกาะ และตกลงพื้น ทำให้เราทำความสะอาดได้ง่ายกว่านั่นเอง

Tips วัสดุที่เรียบง่ายของสไตล์มินิมอล องค์ประกอบน้อยชิ้น ทำให้ไม่เป็นจุดหมักหมมของสิ่งสกปรก และสีขาวยังช่วยทำให้บ้านดูสะอาดตา มองเห็นสิ่งสกปรกได้ง่ายและชัดกว่าอีกด้วย

 

หลักการออกแบบบ้าน สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง
หลักการออกแบบบ้าน เป็นสิ่งสำคัญมากก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะมีแค่ที่ดิน แล้วจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านเพียงแค่นั้น แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบบ้านที่ดีและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเจ้าของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ การคำนวณวัสดุที่จะต้องนำมาใช้ในการก่อสร้าง ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างแต่ละขั้นตอน ตลอดจนกระทั่งเพื่อให้ได้รูปแบบของบ้านที่ชอบ และตรงตามรสนิยม เจ้าของบ้านแต่ละคน ส่วนการออกแบบบ้านนั้นหากเจ้าของบ้านไม่ต้องการโครงสร้างบ้านที่สลับซับซ้อนมากนักก็สามารถออกแบบบ้านได้เอง แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีความซับซ้อนหรืองานระบบเยอะๆก็ควรว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกในการออกแบบให้มาดูแล เพียงแค่เจ้าของบ้านบอกความต้องการว่าอยากได้บ้านลักษณะไหน สถาปนิกก็จะดำเนินการให้ และสำหรับหลักการที่นำมาใช้ในการออกแบบบ้านนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการ ดังต่อไปนี้

1.หลักการออกแบบบ้าน กำหนดสไตล์

จุดเริ่มต้นของการออกแบบบ้านการเลือกสไตล์ของบ้าน เป็นการกำหนด ขอบเขต เป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพื่อให้ความฝันที่คิดไว้มีความชัดเจนมากยิ่ง ๆ ขึ้น โดยสามารถดูได้จากแบบบ้านตาม website ต่าง ๆ หรือเวลาไปที่ไหนแล้วพบเจอแบบที่ถูกใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้เผื่อนำมาใช้เลือกและมาเป็นแนวทางในการออกแบบหรือลองนำเอามาประยุกต์กับบ้านในฝันของเราได้ ซึ่งสไตล์ของบ้านก็มีให้เลือกอยู่มากมาย เช่น ไทยประยุกต์, Vintage, Loft, Minimal, Tropical หากว่าเจ้าของบ้านมีความชอบหลายสไตล์ก็อาจจะนำหลายๆแบบมาผสมผสานเข้าด้วยกัน อย่างละนิดหน่อย เพื่อให้กลายเป็นสไตล์ในแบบของตนเอง ทั้งนี้การออกแบบให้ได้สไตล์ที่ชอบจะต้องคำนึงถึงสถานที่ และชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆเพื่อใช้ในการพิจารณาร่วมอยู่ด้วย

2.หลักการออกแบบ กำหนดขนาด

โดยเป็นการกำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละห้องลงไป ต้องการให้มีความกว้าง ยาว กี่เมตร การกำหนดขอบเขตการใช้งานของแต่ละห้องจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมดได้ ซึ่งผลวิเคราะห์นี้จะทำให้การออกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้รู้อีกว่าควรสร้างบ้านกี่ชั้นถึงจะเหมาะสม กรณีที่มีที่ดินพร้อมปลูกสร้างแล้วจึงจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ แต่หากว่าคุณยังไม่ได้ซื้อที่ดิน การกำหนดขอบเขตเรื่องพื้นที่ใช้สอย จะช่วยทำให้คุณหาซื้อที่ดินได้ตามขนาดที่ต้องการ แถมยังสามารถนำไปใช้อ้างอิงกับการประมาณงบประมาณในการก่อสร้างได้ด้วย

3.ออกแบบโดย กำหนดตำแหน่ง และทิศทางลม

การออกแบบบ้านที่ดีนอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้การอยู่อาศัยภายในบ้านเป็นไปอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงควรนึกถึงทิศทางของแสงแดด และทิศทางลม ตามหลักธรรมชาติแสงแดดจะส่องมากในทิศตะวันตก และใต้ ฉะนั้นห้องที่ต้องการแสงมากหรือห้องที่ต้องการกำจัดความชื้นจึงควรออกแบบให้หันไปทางทิศนั้น เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องซักล้าง เป็นต้น ส่วนห้องที่ต้องการปริมาณแสงที่เพียงพอเหมาะ เช่น ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน, ห้องดูหนัง เพราะห้องเหล่านี้ถ้ามีแสงเข้ามาเกินไปก็จะทำให้ห้องร้อนได้เช่นกัน ข้อดีของการออกแบบด้วยหลักการนี้ยังช่วยประหยัดพลังงาน เพราะถ้าบ้านมีแสงส่องสว่างเข้ามาเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในช่วงเวลากลางวัน

4.การวางตำแหน่งของเครื่องปรับอากาศ

อย่างที่ทราบกันดีว่าด้วยสภาพภูมิอากาศประเทศเราเป็นเมืองร้อน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ผู้อยู่อาศัยต้องการความเย็นสบายเวลานอน การออกแบบห้องนอนจึงต้องคำนึงถึงมุมที่สามารถวางเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งจุดตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่ดูดความร้อนกลับเข้ามา หรือจะติดฉนวนกันความร้อนเพิ่มเข้าไป ก็ช่วยให้ห้องมีความเย็นสบายมากยิ่งขึ้น

5.ออกแบบเพื่อป้องกันเสียง

ในที่นี้หมายถึงทั้งเสียงรบกวนจากภายในบ้านและภายนอกบ้าน เช่น จากถนนหน้าบ้าน, เสียงจากข้างบ้าน ดังนั้นจึงควรออกแบบป้องกันเสียงจากที่ต่างๆ เช่น การออกแบบให้หน้าต่างกันเสียงได้ , การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นสัดส่วน, การติดตั้งฉนวนกันเสียง, การทำกำแพงสองชั้น หรือการใช้ประตูทึบ เป็นต้น

6.ออกแบบบ้านโดยคำนึงถึงอนาคต

ในการออกแบบ้านต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต เพราะนอกจากจะคิดถึงเรื่องความสะดวกสบายของทุกคนภายในบ้านแล้ว ยังต้องคิดเผื่อว่าหากสมาชิกในครอบครัวมีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย ควรจะเลือกสร้างห้องหรือใช้โครงสร้างบ้านที่ดูแล้วปลอดภัย หลีกเลี่ยงการมีพื้นต่างระดับเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และควรเพิ่มห้องนอนชั้นล่างเพื่อความสะดวกของคนในครอบครัว และอย่าลืมเผื่อโครงสร้างกรณีที่อาจจะต้องมีการต่อเติมเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน หากต้องมีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม

หลักการออกแบบบ้านที่นำเสนอมาเป็นเพียงแค่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งผู้ที่ต้องการสร้างบ้านจึงควรต้องศึกษาเพิ่มเติม ด้วยการใช้เหตุผลว่าบ้านคือที่อยู่อาศัยอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต แต่ทั้งนี้จากหลักการทั้งหมดก็สามารถนำไปเป็นแนวทางออกสร้างบ้านในฝันได้เช่นเดียวกัน

แนวทางในการสร้างบ้านใหม่

เมื่อรู้ถึงความต้องการของคนในบ้านและรู้แล้วว่าบ้านสไตล์ไหนเหมาะกับเรา มาดูกันว่ามีแนวทางในการสร้างบ้านอย่างไรบ้าง และแต่ละแนวทางแตกต่างกันอย่างไร

แต่ก่อนที่จะไปดูว่ามีแนวทางในการสร้างบ้านอย่างไร เรามาทำความเข้าใจก่อนว่าในการสร้างบ้านหนึ่งหลัง มีใครเกี่ยวข้องบ้าง

สถาปนิกสถาปนิก คือ นักออกแบบสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็น บ้านอาคารสำนักงานคอนโด และอาคารประเภทอื่นๆ สถาปนิกจะเป็นผู้จัดทำแบบก่อสร้างและเป็นคนกลางในการประสานงานกับทีมอื่นๆวิศวกรโครงสร้างรับผิดชอบการเลือกใช้รูปแบบโครงสร้าง และเป็นผู้ออกแบบคำนวณโครงสร้างบ้าน เช่น ขนาดเสาเข็ม ฐานราก เสา คาน รวมถึงโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างรอบตัวบ้าน เช่น รั้ว โรงจอดรถ เป็นต้นวิศวกรงานระบบได้แก่ วิศวกรไฟฟ้า สุขาภิบาล ระบบปรับอากาศ (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของบ้าน สำหรับบ้านที่มีขนาดเล็ก สถาปนิก ก็มีความสามารถเพียงพอที่จะให้คำปรึกษาและออกแบบให้ได้)นักออกแบบอื่นๆได้แก่ นักออกแบบตกแต่งภายใน นักออกบบตกแต่งสวน นักออกแบบแสงสว่าง (ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณในการออกแบบที่เราตั้งไว้)เจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาทำหน้าที่ตรวจสอบแบบที่เรายื่นขออนุญาตก่อสร้าง ที่สำนักงานเขต, ที่ว่าการอำเภออบตหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ที่เราจะทำการก่อสร้าง เจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาจะทำการตรวจสอบความถูกต้องของแบบให้เป็นไปตามกฎหมายความคุมอาคารและเทศบัญญัติของท้องถิ่นนั้นๆ และทำการออกใบอนุญาตให้ทำการก่อสร้างได้ตามแบบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *